นโยบายและแผนปฏิบัติงานของธนาคาร

ทิศทางการดำเนินงานปี 2561

ในปี 2561 ธพว. กำหนดทิศทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับภารกิจและเป็นไปตามแนวนโยบายภาครัฐ ซึ่งเป็นแนวทางที่ภาครัฐมีต่อธนาคาร คือ มุ่งเน้นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้เข้มแข็งโดยให้บริการทางการเงินควบคู่ไปกับการเสริมสร้างองค์ความรู้ เร่งรัดการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการองค์กร และกำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืน ธพว. กำหนดรูปแบบของธุรกิจ Business Model ในระยะยาว ที่ไม่ได้แข่งขันกับสถาบันการเงินเชิงพาณิชย์ เนื่องจากปัจจุบันมีช่องว่างทางการเงิน ที่ผู้ประกอบการ SMEs รายย่อยยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนของสถาบันการเงินเชิงพาณิชย์อีกจำนวนมาก จึงเกิดเป็นช่องว่างทางการตลาดที่ ธพว. ต้องเข้าไปดูแล 

 

แผนภาพแสดงนโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

ธพว. ได้กำหนดแนวทางการดำเนินการหลักใน 2 ยุทธศาสตร์ 7 แผนกลยุทธ์ ดังนี้ 

 

แผนภาพแสดงยุทธศาสตร์ปี 2561 - 2565 และแผนกลยุทธ์

 

บทบาทของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) 

          ธพว. ดำเนินการตามพันธกิจในการสนับสนุนนโยบายภาครัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการด้านสินเชื่อที่สำคัญ โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะรายย่อย เช่น สินเชื่อ Soft Loan ระยะที่ 1-3 สินเชื่อนโยบายภาครัฐ กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวทางประชารัฐ โครงการสินเชื่อของธนาคารเอง เป็นต้น

          ในปี 2560 ธพว. ได้สนับสนุนแหล่งเงินทุนให้แก่ผู้ประกอบการ SME โดยมียอดคงค้างเงินให้สินเชื่อรวม 100,791 ล้านบาท จำแนกเป็นสินเชื่อทั่วไปร้อยละ 13.6 ของสินเชื่อรวม และสินเชื่อโครงการนโยบายรัฐร้อยละ 86.4 ของสินเชื่อรวม สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจำนวน 55,127.20 ล้านบาท และเกิดการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจรวม 142,813 คน

ด้านการพัฒนาผู้ประกอบการ

           ธพว. มุ่งเน้นการช่วยเหลือและส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ใน 4 กลุ่มเป้าหมายหลัก ตามศักยภาพของธุรกิจ ได้แก่ 1) กลุ่ม SME Start Up 2) กลุ่ม SME Regular 3) กลุ่ม High Potential และ 4) กลุ่มชุมชนท่องเที่ยว ทั้งนี้การดำเนินกิจกรรมพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ของธนาคาร ได้ดำเนินโครงการร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา รวมทั้งสมาพันธ์ สมาคมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และสามารถพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ในแต่ละกลุ่มผ่านกระบวนการด้านต่างๆ ดังนี้ 

  • ด้านการอบรม สัมมนา และให้คำปรึกษาแนะนำ
  • ด้านประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจในแต่ละด้านอย่างเป็นระบบ
  • ด้านประสิทธิผล เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน และมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น

 ผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาผู้ประกอบการแต่ละด้าน มีรายละเอียดดังนี้                                                                                   

                                                                                                                                               (หน่วย : ราย)

การพัฒนาผู้ประกอบการ

2558

255

2560

1. ด้านการอบรม สัมมนา และให้คำปรึกษาแนะนำ

3,750

4,536

6,548

2. ด้านประสิทธิภาพ

1,155

1,068

1,354

3. ด้านประสิทธิผล

550

554

662

ด้านการร่วมลงทุน

 

ธพว. จัดตั้งโครงการร่วมลงทุนเพื่อร่วมลงทุนกับ SME จำนวน 3 กองทุน วงเงินรวม 1,291 ล้านบาท ประกอบด้วย

  1. กองทรัสต์เพื่อกิจการร่วมลงทุน กองทุนร่วมลงทุนในกิจการ SMEs (กองทุนย่อยกองที่ 1) วงเงิน 500 ล้านบาท
  2. กองทรัสต์เพื่อกิจการร่วมลงทุน กองทุนร่วมลงทุนในกิจการ SMEs (กองทุนย่อยกองที่ 2) วงเงิน 501 ล้านบาท
  3. โครงการร่วมลงทุนพันธกิจ SMEs เชิงเกษตรและที่เกี่ยวข้อง วงเงิน 290 ล้านบาท

จากทั้ง 3 กองทุน ในปี 2560 ธพว. ได้ร่วมลงทุน 4 กิจการ จำนวนเงิน 81 ล้านบาท

 

ผลการดำเนินงานปี 2560

 

          ในปี 2560 ธพว. มียอดเบิกจ่ายสินเชื่อ จำนวนทั้งสิ้น 32,741.61 ล้านบาท ให้แก่ผู้ประกอบการ 8,076 ราย และทำให้มีเงินให้สินเชื่อคงค้าง จำนวนเงิน 100,791.18 ล้านบาท 73,214 ราย สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจำนวน 55,127.20 ล้านบาท และรักษาการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจรวม 142,813 คน ขณะเดียวกันเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) ณ สิ้นปี 2560 มีจำนวนเงิน 16,959.93 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 943.70 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) ต่อเงินให้สินเชื่อคงค้างอยู่ที่ร้อยละ 16.83 ลดลงจากปีก่อนที่มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ19.09 ของเงินให้สินเชื่อคงค้าง และมีผลประกอบการกำไรสุทธิ 472.92 ล้านบาท

ด้านการเงิน

 

          ในปี 2560 ธนาคารมีรายได้รวม จำนวน 6,028.14 ล้านบาท ลดลงจากปี 2559 จำนวน 118.04 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 1.92 มีค่าใช้จ่ายรวม จำนวน 4,559.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 จำนวน 483.16 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.85 และมีหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญ และขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 1,011.60 ล้านบาท ส่งผลให้ธนาคารมีกำไรสุทธิ จำนวน 456.82 ล้านบาท

 

  • รายได้ดอกเบี้ย จำนวนเงิน 5,365.43 ล้านบาท ลดลงจากปี 2559 จำนวน 74.31 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 1.37
  • รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (ประกอบด้วยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ กำไร(ขาดทุน)สุทธิจากธุรกรรม เพื่อค้าและปริวรรตเงินตราต่างประเทศ กำไรสุทธิจากหนี้สินทางการเงินที่กำหนดให้แสดงด้วยมูลค่ายุติธรรม กำไร(ขาดทุน)สุทธิจากเงินลงทุน และรายได้จากการดำเนินงานอื่นๆ) จำนวนเงิน 662.71 ล้านบาท ลดลงจากปี 2559 จำนวน 43.73 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 6.19
  • ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย จำนวนเงิน 1,505.20 ล้านบาท ลดลงจากปี 2559 จำนวน 348.15 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 18.78
  • ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ย (ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมและบริการ และค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นๆ) จำนวนเงิน 3,054.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 จำนวน 831.32 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 37.39
  • ด้านหนี้สงสัยจะสูญ ธนาคารมีหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ และขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 1,011.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2559 จำนวน 600.90 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 146.31
  • กำไร (ขาดทุน) สุทธิ ธพว. มีกำไรสุทธิ 456.82 ล้านบาท ลดลงจากปี 2559 จำนวน 1,202.11 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 72.46

ด้านฐานะทางการเงิน

 

  • สินทรัพย์ ณ 31 ธันวาคม 2560 ธพว. มีสินทรัพย์ จำนวน 107,858.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 จำนวน 6,718.66 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.64 โดยมีรายการที่เพิ่มขึ้น อาทิเช่น รายการระหว่างธนาคาร และตลาดเงินสุทธิ
  • หนี้สินและส่วนของเจ้าของ ธพว. มีหนี้สินจำนวนเงิน 97,921.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 จำนวน 5,278.43 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.70 โดยมีรายการที่เพิ่มขึ้น อาทิเช่น รายการเงินรับฝาก ประมาณการหนี้สิน เป็นต้น
  • ธพว. มีส่วนของเจ้าของ จำนวนเงิน 9,936.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 จำนวน 1,440.22 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.95
  • อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง ณ 31 ธันวาคม 2560 ธพว. มีเงินกองทุนรวมทั้งสิ้น 8,964.79 ล้านบาท และมีสินทรัพย์เสี่ยง 76,893.86 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ระดับร้อยละ 11.66

สินเชื่อโครงการของ ธพว.

 

          ปี 2560 ธพว. ออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ เพื่อรองรับผู้ประกอบการกลุ่มต่างๆ จำนวน 7 โครงการ ดังนี้

  1. โครงการสินเชื่อสนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยวและผู้ประกอบการท่องเที่ยวชุมชน เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการ SMEs รายย่อยที่ดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวชุมชน ตามนโยบายรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนธุรกิจต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวในหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry Village : CIV) ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยวชุมชน ตลาดต้องชม ธุรกิจที่พัก โรงแรม สถานบริการ สถานที่ตากอากาศ ร้านอาหาร ร้านจำหน่ายของที่ระลึก หรือธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว รวมทั้งธุรกิจแฟรนไซส์ เพื่อยกระดับผู้ประกอบการในชุมชนและภูมิภาค ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินกิจการ รวมทั้งเสริมสภาพคล่องในการต่อยอดกิจการ ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ อีกทั้งเป็นการสนับสนุนนโยบาย Local Economy ของรัฐบาลในจังหวัดต่างๆ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ลงทุน ขยาย ปรับปรุง กิจการ วงเงินโครงการรวม 7,500 ล้านบาท
  2. โครงการสินเชื่อ SMEs Transformation Loan เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ จนเกิดปัญหาสภาพคล่อง และสนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ให้สอดรับกับนโยบายรัฐบาลในการปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 และ SMEs 4.0 ตลอดจนเพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน ขยาย หรือปรับปรุงกิจการ วงเงินโครงการรวม 15,000 ล้านบาท
  3. โครงการสินเชื่อสร้างอาชีพวัยเก๋า เพื่อสนับสนุนให้ความช่วยเหลือเงินทุนในการดำเนินธุรกิจแก่ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล ควบคู่กับองค์ความรู้ และการพัฒนาเพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เริ่มต้นธุรกิจ สร้างอาชีพใหม่ สร้างงาน สร้างรายได้ และปรับปรุงกิจการให้มีประสิทธิภาพ และแข่งขันในธุรกิจได้ ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เงินลงทุน ขยาย ปรับปรุง วงเงินโครงการรวม 1,000 ล้านบาท
  4. โครงการสินเชื่อ Smart Factoring เพื่อสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ที่มีลูกหนี้การค้าเป็นหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยของรัฐ องค์กรส่วนท้องถิ่น องค์การมหาชน บริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ สำหรับเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ วงเงินโครงการรวม 4,000 ล้านบาท
  5. มาตรการเร่งเบิกจ่าย Factoring คู่ค้าเอกชน ระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 เป็นโครงการที่สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ที่มีลูกหนี้การค้าหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ บริษัทเอกชน บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สำหรับเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาลและเป็นการประชาสัมพันธ์สินเชื่อแฟคตอริ่งของธนาคาร วงเงินโครงการระยะที่ 1 รวม 3,000 ล้านบาท และวงเงินโครงการระยะที่ 2 รวม 4,000 ล้านบาท
  6. มาตรการเร่งเบิกจ่าย Factoring ทั่วไทยในวันเดียว ระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 เป็นโครงการที่สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ที่มีลูกหนี้การค้าหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ บริษัทเอกชน บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สำหรับเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ เป็นเครื่องมือทางการเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาลและเป็นการเร่งรัดการเบิกจ่ายตามงบประมาณของหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ ปี 2560 รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์สินเชื่อแฟคตอริ่งของธนาคาร และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของธนาคาร ในเรื่องของการให้บริการที่มีความสะดวกรวดเร็วและการเข้าถึงแหล่งทุน วงเงินโครงการระยะที่ 1 รวม 4,000 ล้านบาท และวงเงินโครงการระยะที่ 2 รวม 8,000 ล้านบาท
  7. มาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เพื่อช่วยเหลือลูกค้าของธนาคารที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตภัยพิบัติที่ธนาคารประกาศ และผู้ประกอบการทั่วไปที่ประสบภัยพิบัติ เช่น อุทกภัย วาตภัย โคลนถล่ม แผ่นดินไหว เป็นต้น โดยมีมาตรการให้ความช่วยเหลือ 2 มาตรการ ประกอบด้วย มาตรการพักชำระหนี้ เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขชำระหนี้ และ/หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และมาตรการวงเงินสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูกิจการ

 สินเชื่อนโยบายรัฐ

 

          ในปี 2560 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ให้ ธพว. ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล จำนวน 4 โครงการ ดังนี้

  1. โครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน (Local Economy Loan) เพื่อช่วยเหลือ ส่งเสริม และพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ขนาดเล็ก เพื่อสร้างและกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในชุมชนอย่างทั่วถึงอันจะนำมาซึ่งความเข้มแข็งของเศรษฐกิจในภาพรวมและเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย รวมทั้งเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวชุมชน ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว และธุรกิจเกษตรแปรรูป (อาหาร หรือไม่ใช่อาหาร) ซึ่งเป็นการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนตามนโยบาย Local Economy ของรัฐบาล ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2560 ที่เห็นชอบและอนุมัติมาตรการพิเศษเพื่อขับเคลื่อน SMEs สู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 วงเงินโครงการรวม 50,000 ล้านบาท
  2. โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสำหรับผู้ประกอบกิจการ SMEs เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ตามนโยบายรัฐบาลซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 เพื่อเป็นการลงทุน การต่อเติมเปลี่ยนแปลง การเพิ่มเติม หรือการพัฒนา ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการของผู้ประกอบกิจการ SMEs ดังต่อไปนี้

                    1.เครื่องจักร รวมถึง ส่วนประกอบ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ ของเครื่องจักร

                    2.โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิตสินค้าหรือบริการ

                    3.อาคารถาวร เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของเครื่องจักร เท่านั้น โดยไม่รวมถึงการอยู่อาศัยและ/หรือที่ดิน 

  3. โครงการสินเชื่อฟื้นฟู SMEs จากอุทกภัยและภัยพิบัติ ปี 2560 เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบหรือความเสียหายจากเหตุอุทกภัยและภัยพิบัติ ปี 2560 ให้สามารถปรับปรุง ฟื้นฟู และมีเงินทุนหมุนเวียนในกิจการเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 วงเงินรวมของโครงการ 5,000 ล้านบาท
  4. โครงการสินเชื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบกิจการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 2560 เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ SMEs ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อบรรเทาภาระดอกเบี้ยของยอดสินเชื่อคงค้างและเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการฟื้นฟูกิจการ เพื่อลงทุน ขยายกิจการ เช่น ขยายโรงงาน ซื้อเครื่องจักร เป็นต้น ตามนโยบายของรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 วงเงินรวมของโครงการเป็นไปตามที่ได้รับจัดสรรจากธนาคารออมสิน