พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๕

(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ปร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นปีที ๕๗ ในรัชกาลปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระปรมินมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แห่งประเทศไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและ ยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑

พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๕”

มาตรา ๒

พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

มาตรา ๓

ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม พ.ศ. ๒๕๓๔

มาตรา ๔

ในพระราชบัญญัตินี้
“ธนาคาร” หมายความว่า ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย “วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” หมายความว่า กิจการผลิตสินค้า กิจการให้บริการ กิจการค้าส่ง กิจการ ค้าปลีก หรือกิจการอื่นที่มีจำนวนการจ้างงาน มูลค่าทรัพย์สินถาวร หรือทุนจดทะเบียน ที่ชำระแล้ว ตามจำนวนหรือเงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการกำหนด “เงินกองทุน”

หมายความว่า
(๑) ทุนที่ชำระแล้ว
(๒) ส่วนล้ำมูลค่าหุ้นที่ธนาคารได้รับ
(๓) เงินที่ธนาคารได้จากการออกใบสำคัญแสดงสิทธิเพื่อซื้อหุ้นของธนาคาร
(๔) เงินสำรองที่ได้จัดสรรจากกำไรสุทธิ
(๕) กำไรสุทธิคงเหลือหลังจากการจัดสรร
(๖) เงินสำรองจากการตีราคาสินทรัพย์
(๗) เงินที่ธนาคารได้รับเนื่องจากการออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้ระยะยาวเกินห้าปี ที่มีสิทธิด้อยกว่าเจ้าหนี้สามัญ

“ตราสารทางการเงิน” หมายความว่า ตั๋วเงิน หุ้นกู้ พันธบัตร และตราสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

“บริษัท” หมายความว่า บริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัด

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย

“กรรมการ” หมายความว่า กรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แห่งประเทศไทย

“ผู้จัดการ” หมายความว่า ผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แห่ง ประเทศไทย

“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๕

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้เท่าที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของตน

กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

มาตรา ๖

ใหจัดตั้งธนาคารขึ้นเรียกวา “ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดยอมแหงประเทศไทย” 
ใหธนาคารเปนนิติบุคคล

มาตรา ๗

ใหธนาคารตั้งสํานักงานใหญในกรุงเทพมหานครหรือจังหวัดใกลเคียง และจะตั้งสาขาหรือสํานักงานผูแทน ณ ที่อื่นใดภายในหรือภายนอกราชอาณาจักรก็ไดแตการจะ ตั้งสาขาหรือสํานักงานผูแทนภายนอกราชอาณาจักร ตองไดรับอนุมัติจากรัฐมนตรีกอน

มาตรา ๘

ใหกําหนดทุนเรือนหุนของธนาคารไวหนึ่งหมื่นลานบาท แบงออกเปนหนึ่งรอยลานหุนมูลคาหุนละหนึ่งรอยบาท โดยใหธนาคารขายหุนใหแกกระทรวงการคลัง สถาบัน การเงิน หรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ตามที่กําหนดไวในขอบังคับของธนาคาร

มาตรา ๙

ในกรณีที่ธนาคารมีความจําเปนตองเปลี่ยนแปลงมูลคาหุนหรือทุน เรือนหุน ใหธนาคารดําเนินการไดโดยมติที่ประชุมผูถือหุน

มาตรา ๑๐

ความรับผิดของผูถือหุน ใหจํากัดเพียงเทามูลคาของหุนที่ตนถือ

มาตรา ๑๑

ใหธนาคารมีวัตถุประสงคเพื่อประกอบธุรกิจอันเปนการพัฒนา สงเสริม ชวยเหลือและสนับสนุนการจัดตั้ง การดําเนินงาน การขยายหรือการปรับปรุงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอมโดยการใหสินเชื่อ ค้ําประกัน รวมลงทุน ใหคําปรึกษา แนะนํา หรือ ใหบริการที่จําเปนอื่นตามบทบัญญัติแหงพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๑๒

ใหธนาคารมีอํานาจกระทํากิจการภายในขอบแหงวัตถุประสงคตาม มาตรา ๑๑ อํานาจเชนวานี้ใหรวมถึง

(๑) ใหกูยืมหรือรวมใหกูยืมเงินแกวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม โดยมีหรือไมมีหลักประกันก็ได

(๒) รวมลงทุนในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม

(๓) ใหคําแนะนําดานการเงิน เทคนิค วิชาการ การพัฒนาการผลิต การตลาด การบริหาร การจัดการ แกวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม และชวยใหวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดยอมไดรับบริการเกี่ยวกับการเงิน การบริหาร การจัดการ หรือทางเทคนิค

(๔) จัดหาเงินทุนเพื่อใชในการดําเนินงานของธนาคาร

(๕) ถือกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครองหรือมีทรัพยสิทธิซื้อ จัดหา ขาย จําหนาย เชา ใหเชา เชาซื้อ ใหเชาซื้อ ยืม ใหยืม จํานองหรือรับจํานอง จํานําหรือรับจํานํา ใชเปนหลักประกันการชําระหนี้หรือรับเปนหลักประกันการชําระหนี้แลกเปลี่ยน โอน รับโอน ตัวแทน นายหนา หรือดําเนินการใดๆ ที่เกี่ยวกับทรัพยสินหรือสิทธิเรียกรองใดๆ ตลอดจนรับทรัพยสินที่ มีผูมอบให

(๖) มีบัญชีเงินฝากไวกับสถาบันการเงินอื่นเทาที่จําเปนแกการดําเนินธุรกิจของธนาคาร

(๗) ค้ําประกันหนี้

(๘) ออกตราสารทางการเงิน

(๙) รับอาวัลตั๋วเงิน รับรองตั๋วเงิน สอดเขาแกหนาในตั๋วเงิน

(๑๐) ซื้อ ซื้อลดหรือรับชวงซื้อลด ขาย ขายลดหรือขายลดชวงตามสารทางการ เงิน หรือรับโอนสิทธิเรียกรองของผูรับประโยชนแหงตราสารนั้น

(๑๑) เรียกเก็บดอกเบี้ย สวนลด คาธรรมเนียม และคาบริการอื่นๆ อัน เนื่องมาจากการใหกูยืมเงิน ซื้อ ซื้อลด รับชวงซื้อลด การค้ําประกัน และการใหบริการอื่นๆ

(๑๒) ประกอบธุรกิจเงินตราตางประเทศ

(๑๓) จัดตั้งบริษัทเพื่อประกอบธุรกิจที่เปนประโยชนโดยตรงแกกิจการของ ธนาคารโดยไดรับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี

(๑๔) รับฝากเงินที่ตองจายคืนเมื่อทวงถามหรือเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกําหนดไว โดยมีดอกเบี้ยตามอัตราที่ธนาคารประกาศกําหนด แตการรับฝากเงินจากประชาชนทั่วไปตอง ไดรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีกอน

(๑๕) เปนตัวแทนของสวนราชการหรือรัฐวิสาหกิจเพื่อจาย เรียกเก็บหรือรับ ชําระเงินประเภทใดๆ ที่สวนราชการหรือรัฐวิสาหกิจไดมอบหมายใหธนาคารจาย เรียกเก็บ หรือ รับชําระจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือเปนตัวแทนของบุคคลอื่นเพื่อดําเนินการดังกลาวไดโดยตองเปนไปตามขอบังคับของธนาคาร

(๑๖) ใชเงินคงเหลืออยูเปลาของธนาคารในการลงทุนเพื่อนํามาซึ่งรายไดตามที่ คณะกรรมการเห็นสมควร

(๑๗) จัดใหมีสวัสดิการตามสมควรแกพนักงาน ลูกจางของธนาคาร และ ครอบครัวของบุคคลดังกลาว

(๑๘) ใหสินเชื่อหรือบริการทางการเงินในรูปอื่นที่เปนประเพณีปฏิบัติของ ธนาคารพาณิชยหรือสถาบันการเงินแกวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม ทั้งนี้ตามที่รัฐมนตรี ประกาศกําหนด

(๑๙) กระทํากิจการอยางอื่นบรรดาที่เกี่ยวกับหรือเนื่องในการจัดใหสําเร็จตาม วัตถุประสงคของธนาคาร

มาตรา ๑๓

หามมิใหธนาคารกระทําการดังตอไปนี้

(๑) ลงทุนในกิจการใดที่กรรมการ กรรมการบริหาร หรือผูจัดการของธนาคาร เปนหุนสวน หรือเปนกรรมการ หรือเปนผูถือหุน หรือมีสวนไดเสียอยางใดอยางหนึ่งอยูดวยไมวา โดยทางตรงหรือทางออม

(๒) ใหสินเชื่อหรือประกันหนี้ใดๆ ของบุคคล หางหุนสวนหรือบริษัทดังตอไปนี้ หรือรับรองรับอาวัล หรือสอดเขาแกหนาในตั๋วเงินที่บุคคล หางหุนสวน หรือบริษัทดังตอไปนี้ เปนผูสั่งจายหรือผูออกตั๋วหรือผูสลักหลัง

          (ก) กรรมการ กรรมการบริหาร หรือผูจัดการ

          (ข) คูสมรสของกรรมการ กรรมการบริหาร หรือผูจัดการ

          (ค) บุตรที่ยังไมบรรลุนิติภาวะของกรรมการ กรรมการบริหาร หรือผูจัดการ

          (ง) หางหุนสวนสามัญที่บุคคลตาม (ก) หรือ (ข) หรือ (ค) เปนหุนสวน

          (จ) ห้างหุ้นส่วนจํากัดที่บุคคลตาม (ก) หรือ (ข) หรือ (ค) เป็นหุ้นส่วนจําพวกไม่ จํากัดความรับผิด หรือเป็นหุ้นส่วนจําพวกจํากัดความรับผิดรวมกันเกินร้อยละสามสิบของทุนทั้งหมด ของห้างหุ้นส่วนจํากัดนั้น

          (ฉ) บริษัทที่บุคคลตาม (ก) หรือ (ข) หรือ (ค) หรือห้างหุ้นส่วนตาม (ง) หรือ (จ) ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น

          (ช) บริษัทที่บุคคลตาม (ก) หรือ (ข) หรือ (ค) หรือห้างหุ้นส่วนตาม (ง) หรือ (จ) หรือบริษัทตาม (ฉ) ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ บริษัทนั้น

(๓) จ่ายเงินหรือทรัพย์สินให้แก่กรรมการ กรรมการบริหาร ผู้จัดการ พนักงานหรือ ลูกจ้างของธนาคาร เป็นค่านายหน้า หรือค่าตอบแทนสําหรับหรือเนื่องแต่การกระทําหรือการ ประกอบธุรกิจใด ๆ ของธนาคาร ทั้งนี้นอกจากเบี้ยประชุมหรือประโยชน์ตอบแทนอื่นตามที่รัฐมนตรี กําหนด บําเหน็จรางวัลประจําปีตามที่คณะรัฐมนตรีกําหนด ตลอดจนเงินเดือนและเงินอื่น ๆ ซึ่งพึง จ่ายตามข้อบังคับของธนาคาร

(๔) ซื้อหรือมีไว้เป็นประจําซึ่งอสังหาริมทรัพย์เว้นแต่ (ก) เพื่อใช้เป็นสถานที่สําหรับดําเนินธุรกิจ หรือสําหรับผู้จัดการ พนักงานและลูกจ้างของธนาคารใช้ประโยชน์เพื่อกิจการของธนาคาร (ข) เป็นการได้มาจากการชําระหนี้จากการประกันสินเชื่อ หรือจากการซื้ออสังหาริมทรัพย์ซึ่งจํานองหรือซึ่งเป็นประกันการชําระหนี้ไว้แก่ธนาคารจากการขายทอดตลาด บรรดาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกเป็นของธนาคารตาม (ข) จะต้องจําหน่ายภายในห้าปีนับแต่วันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกเป็นของธนาคาร หรือภายในกําหนดเวลามากกว่านั้นตามที่ ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ทั้งนี้เว้นแต่รัฐมนตรีจะอนุญาตให้ใช้เป็นสถานที่ตาม (ก) การจําหน่ายอสังหาริมทรัพย์ตามวรรคก่อน ให้กระทําโดยวิธีการขายทอดตลาด หรือโดยวิธีอื่นใดซึ่งเป็นประโยชน์ยิ่งกว่าตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร

 

 

มาตรา ๑๔

ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการธนาคารพัฒนา วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย” ประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่ง และ กรรมการอื่นอีกไม่เกินเก้าคนซึ่งได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น และให้ผู้จัดการเป็นกรรมการโดย ตําแหน่ง

ให้คณะกรรมการแต่งตั้งผู้จัดการ รองผู้จัดการ หรือผู้ช่วยผู้จัดการคนใดคนหนึ่งเป็น เลขานุการของคณะกรรมการ

มาตรา ๑๕

ผู้มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ต้องห้ามมิให้เป็นประธาน กรรมการหรือกรรมการ

(๑) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของธนาคาร ยกเว้นผู้จัดการ

(๒) เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย

(๓) เคยถูกจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดย ประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๔) เคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการของธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงินอื่นที่ได้กระทําหรือมีส่วนในการกระทําอันเป็นเหตุให้ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบัน การเงินนั้นถูกเพิกถอนใบอนุญาต

(๕) เป็นข้าราชการการเมืองหรือเป็นผู้มีตําแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมือง หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง

(๖) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

มาตรา ๑๖

กรรมการมีวาระอยู่ในตําแหน่งคราวละสามปี 

ในกรณีที่มีการเลือกตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งไว้ แล้วยังมีวาระอยู่ในตําแหน่ง ให้กรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งใหม่อยู่ในตําแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ ของกรรมการซึ่งได้เลือกตั้งไว้แล้ว

เมื่อครบกําหนดตามวาระดังกล่าวในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการเลือกตั้งกรรมการขึ้นใหม่ให้กรรมการที่พ้นจากตําแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตําแหน่งเพื่อดําเนินงานต่อไปจนกว่าจะมี การเลือกตั้งกรรมการขึ้นใหม่

กรรมการที่พ้นจากตําแหน่งตามวาระอาจได้รับเลือกตั้งอีกได้แต่ต้องไม่เกินสองวาระติดต่อกัน

มาตรา ๑๗

นอกจากการพ้นจากตําแหน่งตามมาตรา ๑๖ กรรมการพ้นจากตําแหน่งเมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๕

(๔) ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจํานวนหุ้นของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมทั้งหมด

(๕) กระทำการฝ่าฝืนมาตรา ๒๐

มาตรา ๑๘

 ในกรณีที่ตําแหน่งกรรมการว่างลงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระ ให้คณะกรรมการเลือกบุคคลซึ่งไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๕ เข้าเป็นกรรมการแทน ในการประชุมคณะกรรมการคราวถัดไป เว้นแต่วาระของกรรมการจะเหลือน้อยกว่าหกสิบวัน 

มติของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่งต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจํานวนกรรมการที่ยังเหลืออย

บุคคลที่เข้าเป็นกรรมการแทนตามวรรคหนึ่งอยู่ในตําแหน่งได้เพียงเท่าวาระที่ยังเหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน

มาตรา ๑๙

การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนนถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ ขาด

มาตรา ๒๐

กรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในเรื่องซึ่งที่ประชุม พิจารณา ให้แจ้งการมีส่วนได้เสียของตนให้คณะกรรมการทราบ และห้ามมิให้ผู้นั้นร่วมประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าว

มาตรา ๒๑

 ให้คณะกรรมการมีอํานาจหน้าที่วางนโยบายและควบคุมดูแลทั่วไปซึ่ง กิจการของธนาคารภายในขอบวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๑๑ อํานาจหน้าที่เช่นว่านี้ให้รวมถึง

(๑) การออกข้อบังคับว่าด้วยหุ้นของธนาคาร

(๒) การออกข้อบังคับว่าด้วยการให้กู้เงิน การค้ําประกันหนี้การขายหรือขายลดช่วง ตั๋วเงินแก่สถาบันการเงินต่าง ๆ การรับจํานํา การรับจํานอง และการประกอบธุรกิจอื่นของธนาคาร

(๓) การออกข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารงานและการดําเนินกิจการของธนาคาร

(๔) การออกข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล เงินตอบแทน และค่าใช้จ่ายอื่นของธนาคาร

(๕) การออกข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง การเงิน ทรัพย์สิน การบัญชีรวมทั้งการตรวจสอบภายในของธนาคาร

(๖) การออกข้อบังคับว่าด้วยสวัสดิการพนักงาน ลูกจ้างของธนาคารและครอบครัว องบุคคลดังกล่าว

(๗) การตั้งสาขาหรือสํานักงานผู้แทนของธนาคาร

มาตรา ๒๒

คณะกรรมการอาจแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารคณะหนึ่งประกอบด้วย ประธานกรรมการบริหารและกรรมการบริหารอื่นอีกไม่เกินสามคน และให้ผู้จัดการเป็นกรรมการบริหารโดยตําแหน่ง

ให้กรรมการบริหารที่คณะกรรมการแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งมีวาระการดํารงตําแหน่ง สองปีและให้นําบทบัญญัติมาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ วรรคสอง วรรคสามและวรรคสี่ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ มาใช้บังคับแก่ลักษณะต้องห้าม การดํารงตําแหน่ง การพ้นจากตําแหน่ง การประชุม และการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารด้วยโดยอนุโลม

มาตรา ๒๓

ให้คณะกรรมการดําเนินการคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มี ลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้เพื่อแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งผู้จัดการ

(๑) มีสัญชาติไทย

(๒) มีประสบการณ์ในด้านการบริหารตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่คณะกรรมการ กําหนด

(๓) มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการธนาคาร การเศรษฐกิจ การอุตสาหกรรม หรือกฎหมาย

(๔) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๕ (๒) (๓) (๔) (๕) หรือ (๖) และ

(๕) ไม่เป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงาน หรือลูกจ้างของบุคคลอื่น

การดํารงตําแหน่ง การพ้นจากตําแหน่ง การกําหนดเงื่อนไขอื่นในการทดลอง ปฏิบัติงาน หรือการทํางาน และการประเมินผลการทํางานในหน้าที่ผู้จัดการให้เป็นไปตามสัญญาจ้างซึ่งคณะกรรมการกําหนดโดยให้มีอายุการจ้างคราวละไม่เกินสี่ปีและเมื่อครบกําหนดอายุสัญญาจ้าง คณะกรรมการจะต่ออายุสัญญาจ้างอีกก็ได้แต่ต้องไม่เกินสองคราวติดต่อกัน

ในการว่าจ้างผู้จัดการ ให้ประธานกรรมการเป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้างในนาม ธนาคาร

มาตรา ๒๔

ให้คณะกรรมการบริหารมีอํานาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการ กําหนดแนวทางและวิธีการในการดําเนินงานของธนาคารให้เป็นไปตามนโยบายและเป้าหมายที่ คณะกรรมการกําหนด ซึ่งจะต้องไม่ก้าวล่วงต่ออํานาจหน้าที่ของผู้จัดการตามมาตรา ๒๕

คณะกรรมการบริหารต้องรายงานผลการดําเนินการต่อคณะกรรมการทุกรอบสามเดือน

มาตรา ๒๕

ให้ผู้จัดการมีอํานาจหน้าที่ดําเนินกิจการของธนาคารให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์นโยบายและข้อบังคับ รวมทั้งกิจการอื่นที่คณะกรรมการหรือคณะกรรมการบริหาร กําหนด

มาตรา ๒๖

ให้ผู้จัดการเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานและลูกจ้างของธนาคารและ มีอํานาจหน้าที่ตามข้อบังคับของธนาคาร

มาตรา ๒๗

ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ผู้จัดการเป็นผู้แทนของธนาคาร และเพื่อการนี้ผู้จัดการจะมอบอํานาจให้พนักงานหรือลูกจ้างของธนาคารกระทําการแทนตนเฉพาะใน กิจการใดก็ได้แต่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับของธนาคาร

มาตรา ๒๘

เมื่อตําแหน่งผู้จัดการว่างลง หรือผู้จัดการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นครั้งคราวให้รองผู้จัดการเป็นผู้รักษาการแทนหรือทําการแทนผู้จัดการ แล้วแต่กรณี

ในกรณีที่ไม่มีรองผู้จัดการ หรือรองผู้จัดการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ให้ คณะกรรมการแต่งตั้งพนักงานของธนาคารคนหนึ่งในระดับหรือตําแหน่งตามที่กําหนดไว้ในข้อบังคับ ของธนาคารเป็นผู้รักษาการหรือทําการแทนผู้จัดการ แล้วแต่กรณี

ให้ผู้รักษาการแทนหรือทําการแทนผู้จัดการมีอํานาจหน้าที่อย่างเดียวกับผู้จัดการ

มาตรา ๒๙

เพื่อประโยชน์ในการกํากับควบคุมและการตรวจสอบกิจการภายในของธนาคาร ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบไม่เกินห้าคน เพื่อตรวจสอบการดําเนินกิจการของธนาคารและการปฏิบัติหน้าที่ของผู้จัดการ ทั้งนี้ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

มาตรา ๓๐

ในระหว่างที่ธนาคารมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วย วิธีการงบประมาณ ให้ประธานกรรมการ กรรมการ และกรรมการบริหารได้รับเบี้ยประชุมหรือประโยชน์ตอบแทนอื่นตามที่รัฐมนตรีกําหนด

มาตรา ๓๑

กรรมการหรือกรรมการบริหารต้องรับผิดเพื่อความเสียหายใดๆ อัน เกิดขึ้นแก่ธนาคาร หากมีการดําเนินการโดยฝ่าฝืนมาตรา ๑๓ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้ร่วมทํา กิจการนั้นๆ หรือกิจการดังกล่าวได้กระทําไปโดยมิได้อาศัยมติของที่ประชุมคณะกรรมการ หรือได้คัดค้านในที่ประชุมคณะกรรมการโดยปรากฏในรายงานการประชุม หรือได้ทําหนังสือคัดค้านยื่นต่อ ประธานที่ประชุมภายในสามวันนับแต่วันที่มีการรับรองรายงานการประชุม

 

มาตรา ๓๒

ในระหว่างที่ธนาคารมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วย วิธีการงบประมาณ ให้รัฐมนตรีมีอํานาจหน้าที่กํากับดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของธนาคาร เพื่อการนี้จะ สั่งให้ธนาคารชี้แจงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น ทํารายงาน หรือยับยั้งการกระทําของธนาคารซึ่งขัด ต่อนโยบายของรัฐบาลหรือมติคณะรัฐมนตรีตลอดจนกําหนดหลักเกณฑ์การกํากับดูแล รวมทั้งมี อํานาจสั่งให้ธนาคารปฏิบัติการตามนโยบายของรัฐบาลหรือมติคณะรัฐมนตรีและสั่งสอบสวน ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการดําเนินงานของธนาคารได้

เมื่อธนาคารไม่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอํานาจกําหนดหลักเกณฑ์การกํากับดูแลความมั่นคงของธนาคาร และมีอํานาจตรวจสอบกิจการ สินทรัพย์และหนี้สินของธนาคารได้ในการนี้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังจะมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปฏิบัติการดังกล่าวทั้งหมดหรือเพียง บางส่วนก็ได้

มาตรา ๓๓

ให้ธนาคารดํารงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์หนี้สิน หรือ ภาระผูกพัน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดในกฎกระทรวง

มาตรา ๓๔

ในกรณีที่ธนาคารได้รับความเสียหายเนื่องจากการดําเนินธุรกิจตาม คําสั่งของรัฐมนตรีตามมาตรา ๓๒ หรือตามข้อตกลงที่ธนาคารทําไว้กับรัฐบาล กระทรวงการคลังอาจ พิจารณาชดเชยความเสียหายให้แก่ธนาคารตามความเหมาะสม ทั้งนี้เมื่อได้รับอนุมัติจาก คณะรัฐมนตรีแล้วและให้ยื่นขอรับการชดเชยความเสียหายดังกล่าวในรอบปีบัญชีถัดไป

มาตรา ๓๕

ใหคณะกรรมการจัดใหมีการประชุมสามัญของผูถือหุนปละหนึ่งครั้งภายใน หนึ่งรอยยี่สิบวันนับแตวันสิ้นปบัญชีของแตละป เพื่อพิจารณากิจการดังตอไปนี้
(๑) รายงานกิจการประจำปของธนาคาร
(๒) อนุมัติงบดุล บัญชีกำไรและขาดทุน
(๓) อนุมัติการจัดสรรกำไรสุทธิ
(๔) ตั้งผูสอบบัญชีประจำป
(๕) เลือกตั้งกรรมการ
(๖) เรื่องอื่น ๆ

มาตรา ๓๖

คณะกรรมการจะเรียกประชุมวิสามัญของผูถือหุนเมื่อใดก็ไดตามที่เห็นสมควร

มาตรา ๓๗

องคประชุมสามัญและวิสามัญของผูถือหุนจะตองประกอบดวยผูถือหุน หรือผูแทนของผูถือหุนที่มีจำนวนหุนรวมกันไมนอยกวาหนึ่งในสามของจำนวน หุนที่จำหนายไดทั้งหมด

มาตรา ๓๘

การให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ให้ เป็นไปตามข้อบังคับของธนาคารในข้อบังคับนั้น ให้กําหนดลักษณะของผู้กู้วัตถุประสงค์ของการกู้ยืมเงิน ระยะเวลาการชําระเงินกู้จํานวนขั้นสูงของเงินกู้การให้มีหรือยกเว้นหลักประกันเงินกู้อัตรา ดอกเบี้ยเงินกู้การชําระหนี้เงินกู้และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

มาตรา ๓๙

ในการจัดหาเงินทุนเพื่อดําเนินงานของธนาคาร ให้ธนาคารมีอํานาจ

(๑) กู้ยืมเงินตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร

(๒) ออกตราสารทางการเงิน

(๓) ขายหรือขายลดช่วงตั๋วเงินแก่สถาบันการเงินต่าง ๆ ตามข้อบังคับของธนาคาร

(๔) รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลหรือบุคคลอื่น

มาตรา ๔๐

ในระหว่างที่ธนาคารมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วย วิธีการงบประมาณ ธนาคารอาจขอให้รัฐบาลค้ําประกันเงินกู้ที่ธนาคารกู้ยืมจากแหล่งเงินกู้ใน ต่างประเทศหรือภายในประเทศได้แต่จํานวนเงินกู้ที่ธนาคารจะขอให้รัฐบาลค้ําประกันเมื่อรวมกับต้นเงินกู้ที่การค้ําประกันของรัฐบาลยังค้างอยู่ต้องไม่เกินสิบสองเท่าของเงินกองทุนของธนาคาร

การคํานวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาทเพื่อทราบยอดรวมของเงินกู้ตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้วิธีเทียบค่าโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยในวันที่ทําสัญญา

มาตรา ๔๑

กําไรสุทธิประจําปีที่เหลือจากการจัดสรรเพื่อจ่ายเป็นเงินปันผล บําเหน็จรางวัลประจําปีตามมาตรา ๓๐ และเงินสํารอง ให้โอนเข้าบัญชีกําไรสะสม

มาตรา ๔๒

ทุกคราวที่ธนาคารจ่ายเงินปันผลให้ธนาคารจัดสรรกําไรสุทธิไว้เป็นเงินสํารองไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของเงินปันผลที่จ่าย

เมื่อเงินสํารองตามวรรคหนึ่งมีจํานวนเท่ากับจํานวนเงินมูลค่าหุ้นที่ชําระแล้ว หรือมากกว่านั้น ธนาคารจะงดการจัดสรรหรือลดจํานวนเงินที่จะต้องจัดสรรเป็นเงินสํารองก็ได้

 

 

มาตรา ๔๓

ให้คณะกรรมการจัดให้มีการสอบบัญชีของธนาคารอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

มาตรา ๔๔

ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชีของแต่ละปีให้ คณะกรรมการเสนองบดุลและบัญชีกําไรขาดทุนซึ่งผู้สอบบัญชีได้รับรองแล้วต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณา และให้คณะกรรมการเสนอรายงานกิจการประจําปีของธนาคารต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นพร้อมกันด้วย

มาตรา ๔๕

ให้ธนาคารเสนอรายงานกิจการประจําปีงบดุล และบัญชีกําไรขาดทุนที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นแล้วต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชีของแต่ละปี

รายงานตามวรรคหนึ่งให้กล่าวถึงผลงานของธนาคารในปีที่ล่วงมาแล้วคําชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายของธนาคาร และแผนงานที่จะจัดทําในปีต่อไป

มาตรา ๔๖

เมื่อคณะกรรมการเห็นว่าธนาคารมีความพร้อมและสถานะมั่นคง และที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติเห็นชอบด้วยแล้วให้คณะกรรมการเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและให้นําบทบัญญัติว่าด้วยการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนหุ้นและผู้ถือหุ้น การประชุมผู้ถือหุ้น บัญชีและรายงาน และหุ้นกู้ตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจํากัดมาใช้บังคับ แก่ธนาคารด้วยโดยอนุโลม

 

มาตรา ๔๗

ให้โอนบรรดากิจการสินทรัพย์หนี้สิน ทุน กําไรสะสม เงินสํารอง ตลอดจนสิทธิและความรับผิดของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมตามพระราชบัญญัติบรรษัท เงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม พ.ศ. ๒๕๓๔ ที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับไปเป็นของธนาคาร

ให้ทุนที่โอนมาตามวรรคหนึ่งเป็นทุนเรือนหุ้นของธนาคาร และให้ผู้ถือหุ้นของ บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นผู้ถือหุ้นของธนาคารตามจํานวนหุ้นที่โอนมาตามวรรคหนึ่ง โดยให้ถือว่าใบหุ้นของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นใบหุ้นของธนาคารจนกว่าจะมีการออกใบหุ้นใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้น

มาตรา ๔๘

ในวาระเริ่มแรกให้คณะกรรมการบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมทําหน้าที่คณะกรรมการ และให้นัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

เมื่อมีการเลือกตั้งคณะกรรมการให้อํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมตามวรรคหนึ่งสิ้นสุดลง

มาตรา ๔๙

ในวาระเริ่มแรกให้ผู้จัดการทั่วไปของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นผู้จัดการของธนาคารโดยมีข้อกําหนดเกี่ยวกับเงื่อนไขการทํางาน การพ้นจากตําแหน่งการเลิกจ้าง การประเมินผลการทํางาน และค่าจ้างหรือผลประโยชน์อื่นตามสัญญาจ้างที่ทําไว้ต่อบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม และไม่ให้ถือว่าการเปลี่ยนไปเป็นผู้จัดการของธนาคารตาม พระราชบัญญัตินี้เป็นการออกจากงานเพราะสังกัดเดิมเลิกจ้าง และให้ถือว่าระยะเวลาทํางานใน ขณะที่เป็นผู้จัดการทั่วไปของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นระยะเวลาที่ทํางานให้แก่ธนาคาร

มาตรา ๕๐

ให้พนักงานและลูกจ้างของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็น พนักงานหรือลูกจ้างของธนาคาร โดยให้ได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน สวัสดิการ และประโยชน์ ตอบแทนอย่างอื่นเท่าที่ได้รับอยู่เดิมไปพลางก่อน และให้ธนาคารกําหนดตําแหน่งอัตราเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน สวัสดิการและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของบุคคลดังกล่าวใหม่ให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

การเปลี่ยนไปเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของธนาคารตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ถือว่าเป็นการออกจากงานเพราะสังกัดเดิมเลิกจ้าง และให้ถือว่าระยะเวลาทํางานในขณะที่เป็นพนักงาน หรือลูกจ้างของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นระยะเวลาที่ทํางานให้แก่ธนาคาร

มาตรา ๕๑

ให้กองทุนสํารองเลี้ยงชีพบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมซึ่งจดทะเบียนแล้วที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ พ.ศ. ๒๕๓๐ ยังคงอยู่ต่อไป โดยให้ธนาคารที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้มีฐานะเป็นนายจ้าง