6 วิธีรับมือความเสี่ยง
07 ก.พ. 2561

การบริหารความเสี่ยงเป็นเรื่องที่ผู้บริหารองค์กรต้องเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมเอาไว้ เพราะความไม่แน่นอนทางธุรกิจที่เหมือนดาบสองคมนี้ สามารถเกิดและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และความไม่แน่นอนนี่เองก็มักจะนำความเสี่ยงมาด้วยเสมอ ความเสี่ยงจึงสามารถเกิดขึ้นได้เสมอเช่นกัน การบริหารความเสี่ยงนั้นนับว่าเป็นเรื่องสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจในทุกวันนี้มากเพราะผู้บริหารที่ชำนาญและมีประสบการณ์สูงจะอาศัยโอกาสในช่วงนี้ให้เป็นประโยชน์ในการกำหนดหรือปรับกลยุทธ์ขององค์กร หรือจัดการกับความเสี่ยงให้องค์กรสามารถปรับตัวรับมือได้ทัน จึงทำให้แนวทางในการบริหารความเสี่ยงได้รับความสนใจมากในตอนนี้ เนื่องจากระบบบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้องค์กรสามารถบริหารงานไปได้อย่างราบรื่น อีกทั้งในเรื่องของการบริหารความเสี่ยงนี้ ยังมีการพัฒนาต่อยอดออกไปมากมายทั้งที่เป็นภายในองค์กร และ ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ ดังนั้น บทความนี้เราจะกล่าวถึงวิธีการบริหารความเสี่ยงกัน

 

1. กำหนดความชัดเจนในจุดประสงค์ของธุรกิจ

จุดประสงค์ของการทำธุรกิจต้องมีความชัดเจน ผู้บริหารต้องมั่นใจว่าจุดประสงค์ที่ต้องการนั้นสอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ แม้ว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้อาจจะมีความเสี่ยงแต่ต้องเป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้ คือไม่ใช่ความเสี่ยงที่หนักหนา การกำหนดจุดประสงค์ในธุรกิจต้องมีความชัดเจนว่าต้องการอะไร และต้องทำอย่างไรถึงจะไปถึงเป้าหมาย โดยเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ กำหนดเป็นสัดส่วน อย่างด้านกลยุทธ์ก็ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าเป็นกลยุทธ์เกี่ยวกับอะไร และกลยุทธ์นั้นจะนำไปสู่เป้าหมายจุดไหนบ้าง ด้านการปฏิบัติงาน ปฏิบัติงานอะไรบ้างและต้องการประสิทธิภาพในการทำงานระดับไหน และผลของการปฏิบัติงานควรเป็นอย่างไรสามารถที่จะสร้างผลกำไรให้แก่องค์กรได้มากน้อยแค่ไหน ด้านรายงานต้องระบุให้ชัดเจนว่า เป็นรายงานเกี่ยวกับอะไร เป็นรายงานของภายในองค์กรหรือภายนอกองค์กร ด้านกฎระเบียบก็ต้องมีความชัดเจนว่า อะไรที่ทำได้อะไรที่ทำไม่ได้ และถ้าฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามจะมีบทลงโทษอย่างไรบ้าง สรุปก็คือ จุดประสงค์ของการทำสิ่งต่าง ๆ ในการดำเนินธุรกิจนั้นต้องมีความชัดเจน

 

2. คาดการณ์ความเสี่ยง

อย่างที่ทราบว่าการทำธุรกิจนั้นไม่มีอะไรที่แน่นอนตายตัวเสมอไป ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อาจจะไปด้านบวกหรือด้านลบก็ได้ ซึ่งด้านบวกไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่ถ้าเปลี่ยนไปในทางด้านลบแน่นอนว่าผลกระทบต่อองค์กรเกิดขึ้นแน่ ดังนั้นคุณจะต้องมีการคาดการณ์ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นไว้หลายๆ สถานการณ์ ดูปัจจัยในทุก ๆ ด้านที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งความเสี่ยงด้านการเงิน ด้านกลยุทธ์ ความเสี่ยงด้านบุคลากร ด้านการปฏิบัติงาน ด้านกฎหมาย และด้านอื่น ๆ ที่คุณคิดว่าจะส่งผลก่อให้เกิดความเสี่ยง รวมทั้งดูแหล่งปัจจัยความเสี่ยงจากภายนอกด้วย บางครั้งคุณอาจจะมีการจัดกลุ่มเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย เช่น เหตุที่ 1 กับ เหตุที่ 3 เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน อาจเกิดขึ้นพร้อมกัน คุณก็จัดไว้กลุ่มหนึ่ง เหตุที่ 1 เกิดขึ้นตามด้วยเหตุที่ 2 ตามมา คุณก็จัดไว้อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเมื่อคุณทำแบบนี้ ทำให้คุณจะต้องวางแผนรับมืออย่างละเอียด คือ ต้องมีแผนสำรองเสมอ ซึ่งนั่นเป็นการเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่ดีมาก ๆ

 

ระบบบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้องค์กรสามารถบริหารงานไปได้อย่างราบรื่น

 

 

3. ประเมินความเสี่ยงที่จะทำให้คุณไม่บรรลุจุดประสงค์

คุณต้องประเมินให้ได้ว่า ถ้าความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ เกิดขึ้น แล้วมีโอกาสจะทำให้เกิดสิ่งใดที่กระทบกับจุดประสงค์ในการดำเนินงานขององค์กรบ้าง ต้องพิจารณา 2 ส่วน คือ โอกาส ดูว่ามีโอกาสที่จะเกิดสถานการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมากน้อยแค่ไหน และส่วนที่ 2 ผลกระทบ หากเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลกระทบอะไรบ้าง ซึ่งคุณสามารถประเมินได้ทั้งเรื่องคุณภาพและปริมาณ และที่สำคัญควรมีการประเมินความเสี่ยงเช่นนี้ทั้งก่อนการเกิดความเสี่ยง และหลังจากเกิดความเสี่ยงด้วยก็จะดี เพราะคุณจะได้รู้ปฏิกิริยาก่อนและหลังของผู้บริหาร พนักงาน และคุณจะได้รู้ว่า แต่ละคนแต่ละฝ่ายมีวิธีการในการทำงานในสภาวะต่าง ๆ อย่างไรบ้าง กระบวนการปฏิบัติงานมีความเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่

 

4.จัดการกับความเสี่ยง

เมื่อคุณมีการประเมินความเสี่ยงแล้ว คุณก็ต้องมีวิธีการจัดการกับความเสี่ยงด้วย คุณต้องพิจารณาว่าจะเลือกวิธีใดในการจัดการกับความเสี่ยง ซึ่งก็จะมีอยู่ 4 วิธีด้วยกันคือ

4.1 หลีกเลี่ยงเหตุการณ์ เมื่อพบเจอปัจจัยที่เป็นสาเหตุให้เกิดความเสี่ยง ถ้าตัดได้ตัดออกไปเลย

4.2 แบ่งความรับผิดชอบ หรือ เรียกง่าย ๆ ก็คือ ผลักภาระไปให้ผู้อื่นช่วยรับผิดชอบในความเสี่ยง วิธีนี้ย้ำว่า ถ้าสาเหตุไม่ได้มาจากคุณโดยตรงก็เป็นวิธีที่ดี แต่ถ้าสาเหตุมาจากคุณโดยตรง คุณต้องมองระยะยาวไว้ด้วย เพราะอาจมีผลต่อความน่าเชื่อถือขององค์กร

4.3 ลดปัจจัยที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงเพิ่ม คือ ในส่วนความเสี่ยงที่เผชิญอยู่ในปัจจุบันก็แก้ปัญหากันไป แต่ในอีกส่วนเบื้องหลังก็ค่อย ๆ ตัดปัจจัยที่จะทำให้เสี่ยงเพิ่มออกไป

4.4 เผชิญหน้า นั่นคือ ยอมรับกับความเสี่ยงอย่างกล้าหาญ แต่ถ้าจะเลือกวิธีนี้ในการจัดการความเสี่ยงนั้นคุณต้องประเมินแล้วว่าความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกระทบกับองค์กรไม่มากนัก

 

5. ควบคุมความเสี่ยง

เมื่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับแต่ละองค์กร รวมถึงการเลือกวิธีจัดการกับความเสี่ยงของแต่ละองค์มีความแตกต่างกัน การควบคุมความเสี่ยงของแต่ละองค์กรจึงมีความแตกต่างกันไปด้วย วิธีการควบคุมความเสี่ยงของแต่ละองค์กรก็จะขึ้นอยู่กับการกำหนดนโยบายและวิธีการปฏิบัติงานของแต่ละที่ ซึ่งอาจมีความเหมือนหรือความต่างก็ได้ จะเป็นการควบคุมทั่วไปทั้งระบบ หรือควบคุมเพียงแค่บางส่วน ก็ขึ้นอยู่กับการจัดทำนโยบายในเรื่องของการควบคุมความเสี่ยง แต่สิ่งสำคัญประการหนึ่งของการควบคุมความเสี่ยงก็คือ การกำหนดหน้าที่การควบคุมนี้ให้กับบุคลากรที่มีความชำนาญ ซึ่งเมื่อคุณกำหนดหน้าที่แล้ว คุณจะต้องมีการแจ้งแก่พนักงานทุกคนให้ทราบถึงการทำงานในส่วนนี้ด้วย

 

6. ติดตามผล

การติดตามผลก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะนี่คือการป้องกันการเกิดความเสี่ยงที่ดี ถ้ามีการติดตามผลการควบคุมความเสี่ยง คุณจะมั่นใจได้ว่าคุณจะสามารถรับมือกับความเสี่ยงได้อยู่เสมอ คุณจะติดตามอย่างต่อเนื่อง หรือติดตามผลเป็นรายครั้งก็ตาม ทั้งหมดล้วนถือว่าเป็นมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่ดีและเหมาะสมทั้งนั้น การติดตามอย่างต่อเนื่องก็จะดีตรงที่ว่า หากเกิดสถานการณ์ไม่คาดคิดขึ้นคุณจะสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วทันที ส่วนการติดตามผลเป็นรายครั้งเหมาะที่จะใช้เมื่อเกิดเหตุความเสี่ยงไปแล้ว เพื่อดูความเปลี่ยนแปลง

 

การบริหารความเสี่ยงจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจัยสำคัญที่สุดก็จะต้องได้รับความสนใจจากผู้บริหารองค์กรเสียก่อน ผู้บริหารทุกคนรวมถึงพนักงานต้องมีความเข้าใจในความหมายของความเสี่ยงตรงกันทุกคน คือผู้บริหารต้องสื่อสารให้พนักงานทุกคนเข้าใจตรงกันให้ได้ การบริหารความเสี่ยงจึงจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และที่สำคัญการบริหารความเสี่ยงไม่ใช่เรื่องเฉพาะหน้า ต้องเป็นเรื่องที่มีการจัดการและทำการบริหารอย่างต่อเนื่อง ให้ทุกคนได้ตระหนักในหน้าที่ของตนที่จะต้องมีความเสี่ยงแฝงไว้ตลอดเวลา เมื่อทำได้เช่นนั้น การตัดสินใจที่ถูกต้อง ทันเวลาทันเหตุการณ์ เพื่อป้องกันความสูญเสียกับองค์กรก็จะเกิดขึ้นเองอย่างอัตโนมัติ ซึ่งตรงจุดนั้นเองอาจจะเป็นโอกาสที่ผู้บริหารอาจใช้เป็นจังหวะในการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจขององค์กร มีผู้บริหารไม่น้อยนำการบริหารความเสี่ยงมาเป็นเครื่องมือทางกลยุทธ์มาช่วยผลักดันวัตถุประสงค์ขององค์กร นำหลักการบริหารความเสี่ยงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจ การกำหนดงบประมาณ หรือเป็นเครื่องในการตัดสินใจในการลงทุน พร้อมทั้งเป็นเครื่องมือในการช่วยบริหารโครงการต่างๆ ขององค์กรด้วย จนองค์กรมีความมั่นคงและแข็งแรงขึ้นจากการใช้แผนการบริหารจัดการความเสี่ยงนี่เอง

 

 

อ้างอิงเนื้อหาจาก สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)