‘THAIS’ ปลุกชีพเศษหนังให้เลอค่า นวัตกรรมไทยพลิกโลกเพื่ออนาคต
18 พ.ย. 2563

 

ในกระบวนการผลิตสินค้าเครื่องหนังสัตว์ตามโรงงานต่าง ๆ  จะมีเศษหนังเหลือทิ้งเป็นขยะปริมาณมหาศาล ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเรื่อยมา  ประเด็นดังกล่าว  จุดประกายให้สตาร์ทอัพไทย  สร้างสรรค์นวัตกรรมปลุกชีพเศษหนังให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้เบ็ดเสร็จเป็นรายแรกของโลก ก่อประโยชน์ทั้งด้านเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

 

ธันยวัฒน์ ทั่งตระกูล ผู้ร่วมก่อตั้ง บจก.ธาอีส อีโคเลทเธอร์  ผู้ผลิตนวัตกรรมเครื่องหนังรีไซเคิล  แบรนด์ THAIS เล่าแรงบันดาลใจ เกิดจากชื่นชอบเครื่องหนังแฮนด์เมด จึงไปเรียนการตัดเย็บเครื่องหนัง ทำให้พบข้อมูลสำคัญว่า กระบวนการผลิตสินค้าเครื่องหนังสัตว์  ไม่ว่าจะกระเป๋า รองเท้า หรือเฟอร์นิเจอร์  วัสดุหนังที่ถูกใช้งานจริง มีเพียงประมาณ 60% เท่านั้น ส่วนเศษหนังชิ้นเล็กชิ้นน้อยต้องทิ้งเป็นขยะ ซึ่งยากต่อการย่อยสลายหรือทำลาย  ไม่ว่าจะเป็นการฝังกลบหรือเผาทิ้ง ล้วนก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

 

ยิ่งอุตสาหกรรมเครื่องหนังเติบโตมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งทำให้เกิดขยะเพิ่มมากขึ้น โดยต่อปี ประเทศไทยมีขยะเศษหนังมากกว่าเนื้อที่ 12 สนามฟุตบอล  ที่ผ่านมา ทั่วทั้งโลก ยังไม่มีกระบวนการนำเศษหนังกลับมารีไซเคิลใช้งานได้จริง ๆ เลย  

 

ด้วยความตระหนักถึงผลกระทบอันยิ่งใหญ่ดังกล่าว เป็นที่มาของการเปิด บจก.ธาอีส อีโคเลทเธอร์  (Thais Ecoleathers) เมื่อปี 2561  ด้วยจุดยืน สร้างสรรค์นวัตกรรมปลุกชีพเศษหนังให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง  สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างสมบูรณ์  

 

พัณณ์ชิตา ธราดลศิริฐิติกุล อีกหนึ่งผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจ ให้ข้อมูลเสริมว่า กระบวนการรีไซเคิล เริ่มโดยรับซื้อเศษหนังจากโรงงานผลิตเครื่องหนัง ปัจจุบันรับซื้อเฉพาะเศษหนังวัว เพราะมีการใช้งานมากที่สุด  โดยผู้ประกอบการยินดีจะขายให้อยู่แล้ว เพราะเดิมต้องเสียค่าใช้จ่ายว่าจ้างนำเศษหนังไปทำลาย   ขั้นตอนต่อมา คัดแยกเกรดหนังและซักล้างทำความสะอาด  ตามด้วยตากแห้งด้วยแสงอาทิตย์ สับหนังให้ละเอียด  จากนั้น นำไปเข้าเครื่องจักรที่คิดค้นพัฒนาขึ้นเอง รีดอัดออกมาเป็นแผ่นหนังผืนเดียวกัน ซึ่งจะเชื่อมสนิทด้วยการคล้องเกี่ยวระดับเส้นใยหนังสัตว์ ที่สำคัญ ตลอดกระบวนการ ไม่ใช้สารเคมีใด ๆ  ทั้งสิ้น  นับเป็นนวัตกรรมรายแรกของโลกที่ทำสำเร็จ โดยจดสิทธิบัตรไว้แล้ว

 

ด้วยนวัตกรรมดังกล่าว ที่ก่อประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม บจก.ธาอีส อีโคเลทเธอร์ จึงคว้ารางวัลจากทั้งภาครัฐ และเอกชน มากมาย เช่น รางวัลชนะเลิศ เทคโนโลยีสะอาด ปี 2563 จากองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ   รางวัล Demark จากกระทรวงพาณิชย์  รางวัล Best Start-up Award winning 2563 จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย เป็นต้น

 

ธันยวัฒน์  เผยด้วยว่า เบื้องต้น วางแผนทำตลาดแบบ B2B (Business-to-Business) ส่งออกแผ่นหนังรีไซเคิลให้ผู้ผลิตสินค้าเครื่องหนัง ในกลุ่มประเทศที่ให้ความสำคัญต่อเทรนด์รักษ์สิ่งแวดล้อม  อาศัยเปิดตลาดผ่านการออกงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ  ที่ผ่านมา ได้ผลตอบรับอย่างดีมาก มีออเดอร์จากหลากหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลาง ขายได้มูลค่าสูงถึงแผ่นละ 700-1,400 บาท  (ขนาด 50x55 ซม.)

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ตลาด B2B กำลังไปได้ดี  แต่เมื่อโลกต้องผจญกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  กระทบกับธุรกิจอย่างมาก เนื่องจากไม่สามารถเดินทางไปเจรจาธุรกิจกับลูกค้าเป้าหมายในต่างแดนได้ อีกทั้ง ออเดอร์ที่ตกลงกันเบื้องต้นไปแล้ว ต้องถูกชะลอไปก่อน

 

“เดิมที่เรามุ่งตลาด B2B เป็นหลัก โควิด-19 ส่งผลกระทบ  ทำให้เราต้องหันมาให้ความสำคัญกับตลาด B2C  (Business-to-Customer)  โดยนำแผ่นหนังรีไซเคิลมาทำสินค้าต่าง ๆ  เพื่อขายลูกค้าในประเทศ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ แบ่งเป็นกลุ่มสินค้า เครื่องใช้ในบ้าน เช่น วอลอาร์ต แผ่นรองจาน รองแก้ว ฯลฯ  กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น กระเป๋า สมุดโน้ต แก็ดเจ็ต ฯลฯ และกลุ่มเฟอร์นิเจอร์  เช่น โซฟา เป็นต้น โดยเรามีทีมออกแบบของตัวเอง สินค้าแต่ละชิ้น มีจุดเด่นลวดลายและผิวสัมผัสที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนั้น สินค้าแต่ละชิ้นจึงเสมือนงานศิลปะที่มีชิ้นเดียวในโลก”  ธันยวัฒน์ กล่าว

 

รอยต่อการขยายตลาดจาก B2B สู่ B2C  จำเป็นต้องซื้อวัสดุอุปกรณ์   และใช้เงินทุนเสริมสภาพคล่อง   ทางธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank  ได้เข้ามาสนับสนุน ผ่านโครงการสินเชื่อ SMEs One  ช่วยให้สามารถปรับตัวทำตลาด B2C  สร้างรายได้ทดแทน ลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤตโควิด-19   

 

สำหรับช่องทางตลาดในปัจจุบัน มีทั้งรับผลิตสินค้า ODM และ OEM ให้แก่ผู้ผลิตสินค้าแบรนด์เนมและสินค้าพรีเมียมต่าง ๆ    ควบคู่กับผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ THAIS” ของตัวเอง   ขายผ่านร้านอีโคโทเปีย สยามดิสคัฟเวอรี่ และออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ www.thais-ecoleathers.com  และแฟนเพจ  : thais.ecoleathers เป็นต้น  โดยเฉลี่ยมียอดรับซื้อเศษหนังประมาณ 1 ตันต่อเดือน และมีกำลังผลิตแปรรูปเป็นแหนังรีไซเคิลประมาณ 4 พันแผ่นต่อเดือน 

 

แผนในอนาคตที่วางไว้ ธันยวัฒน์ บอกว่า ระยะสั้น ต้องการขยายกำลังผลิต เพื่อรองรับตลาด B2B ที่เชื่อว่า ยังมีความต้องการอีกมาก  รวมถึง กำลังพัฒนารีไซเคิลเศษขยะจากวัสดุอื่น ๆ ไม่เฉพาะแค่เศษหนังเท่านั้น  เพื่อให้ “ธาอีส อีโคเลทเธอร์” เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมรีไซเคิล รวมถึงเชื่อมโยงชุมชนเป็นแรงงานผลิต ช่วยให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ เกิดประโยชน์ครบวงจร   ส่วนแผนระยะยาว ต้องการขายลิขสิทธิ์นวัตกรรมรีไซเคิลให้แก่ประเทศที่มีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมสูง   

 

ด้วยแนวคิดดังกล่าว ย่อมสร้างประโยชน์ ทั้งเชิงเศรษฐกิจ ควบคู่กับแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม  นับเป็นนวัตกรรมจากเอสเอ็มอีไทย ที่พร้อมจะก้าวไกลสร้างประโยชน์ระดับโลก