“น้ำอ้อยไร่ไม่จน” กับ “จุดเปลี่ยน” และ “บทพิสูจน์” เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด
09 พ.ย. 2561

 

“น้ำอ้อยไร่ไม่จน” กับ “จุดเปลี่ยน” และ “บทพิสูจน์” เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด

“เราไม่คุ้นชินกับการกู้เลย แล้วในกลุ่มเราเองก็ไม่ได้สนับสนุนว่าเราต้องไปกู้ เราต้องการที่จะค่อย ๆ เดิน ค่อย ๆ โตไปด้วยกัน แต่ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป .... ถ้าเราอยากจะก้าวกระโดด ปุ๋มคิดว่าสุดท้ายเราก็ต้องกู้”

คำพูดที่อาจสะท้อนความจริงของการทำธุรกิจให้ “อยู่รอด” ในปัจจุบัน ซึ่งไม่ใช่แค่ คุณปภัสราภรณ์ เหรียญทอง ผู้สืบทอดกิจการ “น้ำอ้อยไร่ไม่จน” เท่านั้นที่ต้องตัดสินใจ เชื่อว่าผู้ประกอบการคนตัวเล็กอีกหลายร้อยหรือล้านคนก็ต้องเคยผ่านประสบการณ์นี้มาก่อน หรือไม่แน่ว่าคนที่กำลังอ่านบทความนี้อาจกำลังเผชิญ “จุดเปลี่ยน” ที่ต้องตัดสินใจเพื่อไปต่อเช่นเดียวกัน

 

จุดเริ่มต้น “ไร่ไม่จน” ธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่น

            คุณปภัสราภรณ์ เหรียญทอง หรือคุณปุ๋ม เล่าถึงจุดเริ่มต้นให้ฟังว่า “ที่บ้านเป็นเกษตรกรกว่า 50 ปีแล้ว ตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อก่อนเราปลูกอ้อยป้อนโรงงานน้ำตาล แต่สภาพเศรษฐกิจช่วงนั้นไม่ค่อยดี ก็คิดว่าจะทำอย่างไรเมื่ออาชีพเกษตรกรรายได้มันไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย เราก็เริ่มที่จะหันมาแปรรูปผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเราเอง รวมกลุ่มเกษตรกรไปหาพันธุ์อ้อยคั้นน้ำหลาย ๆ พันธุ์มาทดลองปลูกในราชบุรี สรุปเป็นอ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 เพราะมีความหอมและหวานกำลังดี ให้สีสวยนานที่สุด แล้วก็ทดลองขายท้ายรถ ตอนนั้นก็ใสขวดพลาสติกธรรมดา พอทำขายทุกวัน ๆ ก็เริ่มมีลูกค้าติดใจรสชาติและคุณภาพของเรา จนกลายมาเป็น น้ำอ้อย ไร่ไม่จน อย่างที่เห็นทุกวันนี้”

 

 

  

เมื่อถึง “จุดเปลี่ยน” แต่ไม่อยากเป็นหนี้

จากกลุ่มเกษตรไร่อ้อยที่ไม่คุ้นเคยกับการกู้เงินและไม่อยากเป็นหนี้ มาถึงวันที่ธุรกิจจำเป็นต้องเติบโตตามความต้องการของตลาดและเทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้น้ำอ้อยไร่ไม่จนต้องปรับกระบวนทัพครั้งใหญ่ ตั้งแต่โรงงานการผลิตที่ต้องได้มาตรฐาน ทั้งคุณภาพวัตถุดิบและรูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์  

“คือมันถึงจุดที่เราต้องเปลี่ยนเพื่อความอยู่รอดของตัวเราเอง ตอนนั้นเราก็ตัดสินใจกันว่าเราจะเปลี่ยน เราดึง cash flow (กระแสเงินสด) มาเพื่อพัฒนาไปเรื่อย ๆ พอถึงจุดหนึ่งมันไม่พอแล้ว ถ้าเราอยากจะก้าวกระโดด ปุ๋มคิดว่าสุดท้ายเราก็ต้องกู้ เลยตัดสินใจวิ่งเข้าหาโครงการของรัฐบาลที่ร่วมกับทาง SME Development Bank เป็นโครงการที่จะพัฒนาตัวกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับตัวบรรจุภัณฑ์ของเรา ตอนนั้นได้วงเงินกู้มาประมาณหนึ่งทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ จากที่เดินแบบอึดอัดมันก็โล่งขึ้น” “หลังจากที่แบงก์เข้ามา ก็ช่วยดูจุดบอด จุดด้อยของเราที่จะต้องพัฒนา สมควรพัฒนาไหม พัฒนาไปแล้วมีโอกาสคืนทุนหรือมีความเป็นไปได้ของโครงการมากน้อยแค่ไหน ซึ่งประเมินแล้วมันมีความเป็นไปได้ เราก็เลยได้ทำธุรกิจมาจนถึงทุกวันนี้” คุณปุ๋ม กล่าว

         

 .    

 

“น้ำอ้อยพาสเจอไรซ์” เจ้าแรกและเจ้าเดียวในไทย

ความสำเร็จของไร่ไม่จน อาจเรียกได้ว่าเป็น น้ำอ้อยพาสเจอไรซ์ เจ้าแรกและเจ้าเดียวในไทยเลยก็ว่าได้ เพราะหลังจากเดินหน้าเข้าหาหน่วยงานภาครัฐต่อยอดธุรกิจไปได้ไกลกว่าเดิม ด้วยการนำเทคโนโลยีพาสเจอไรซ์มาช่วยยืดอายุน้ำอ้อย จากปกติอยู่ได้แค่ 3 วัน ทำให้สามารถเก็บได้นานขึ้นถึง 20 วัน “เราเน้นกระบวรการผลิตที่ได้มาตรฐานระดับสากล แล้วก็เน้นความเป็นธรรมชาติ 100% เพราะนี่คือสิ่งที่เราต้องการจะเสิร์ฟให้กับลูกค้า เราจะไม่มีการแต่งสี ไม่แต่งกลิ่น ไม่ใส่วัตถุกันเสียใด ๆ เลย จากนั้นก็เริ่มกระจายตลาดได้ไกลขึ้น .... แต่ถามว่าทำไมถึงเลือกแค่เลเวลพาสเชอไรท์ เพราะว่าปุ๋มต้องการที่จะเสิร์ฟลูกค้ากับความที่เป็นธรรมชาติ 100% คือทำยังไงให้ผูบริโภคได้ทานน้ำอ้อยที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด มีโภชนาการใกล้เคียงกับของสดมากที่สุด ซึ่งเลเวลของการพาสเชอไรท์เป็นเลเวลที่ตอบโจทย์ตรงนี้”

 

 

 

แพ็กเกจจิ้ง ระดับอินเตอร์

ปฏิเสธไม่ได้ว่า รูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์ เป็นสิ่งแรกที่จะทำให้ลูกค้าเลือกซื้อ ดังนั้นการออกแบบแพ็กเกจที่โดนใจลูกค้าถือเป็นเรื่องสำคัญซึ่งผู้ประกอบการไม่อาจมองข้าม ตัวอย่างของไร่ไม่จน “กล้าเปลี่ยน” จากน้ำอ้อยสดธรรมดาใส่ถุงพาสเจอไรซ์เหมือนนมโรงเรียน กลายเป็นแพ็กเกจจิ้งระดับอินเตอร์ รูปลักษณ์ รูปทรง สีสันทันสมัย สะท้อนตัวตนชัดเจนของแบรนด์ “น้ำอ้อย ไร่ไม่จน” เรียกว่าให้ความรู้สึกสดชื่นเหมือนได้ดื่มน้ำอ้อยสด ใหม่ 100% จากข้ออ้อยที่เพิ่งตัดจริง ๆ แถมยังได้รางวัลนวัตกรรมด้านการออกแบบจากหลายเวทีชั้นนำระดับโลก อาทิ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น  

“นอกจากคุณภาพ เรายังมองในเรื่องของบรรจุภัณฑ์ที่ต้องแตกต่างแล้วก็น่าหยิบ สะดุดตากลุ่มผู้บริโภค เราจึงพัฒนาแพ็กเกจจิ้งตัวใหม่ขึ้นเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า และสร้างภาพจำของไร่ไม่จน .... ก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ช่วยดึงความเป็น DNA ของกลุ่มไร่ไม่จนขึ้นมา”

 

 

บทพิสูจน์ของคำว่า “ไร่ที่เกษตรกรไม่มีวันยากจน” 

“ไร่ไม่จน” คือ “ไร่ที่เกษตรกรไม่มีความยากจนเลย” เป็นความหมายที่ดีต่อใจเกษตรกร คุณปุ๋มเข้าใจอย่างลึกซึ้ง “จริง ๆ แล้วเราไม่อยากมีความยากจน เกษตรกรเมื่อลุกขึ้นมาทำสิ่งนี้แล้วต้องไม่มีความยากจนแล้ว ก็คือเป็นไร่ที่เกษตรกรไม่มีความยากจน กับอีกแง่หนึ่งในสิ่งที่เราอยากจะส่งมอบให้กับผู้บริโภคว่าคนดื่มของเราหรือทานของเราแล้วควรจะรวยไปกับเราด้วย รวยในที่นี้คือรวยอะไรบ้าง รวยสุขภาพ คือเราต้องการเสิร์ฟความเป็น 100% จากเกษตรกรถึงมือผู้บริโภค ไม่ใส่สารเคมีใด ๆ เจือปน เลยเกิดเป็นพันธกิจว่าเป็นไร่ที่เกษตรกรไม่มีความยากจนกับคนดื่มต้องรวยสุขภาพไปกับเราด้วย”   

 

ไม่จนจริงไหม?

            “เมื่อก่อนเราสามารถเพิ่มมูลค่าจากน้ำอ้อยธรรมดา โดยเอาเทคโนโลยีพาสเจอไรซ์เข้ามาใส่ได้ถึง 4 เท่า แต่พอปัจจุบันเราต้องการที่จะตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น เลยนำเรื่องของการดีไซน์ การออกแบบแพ็กแกจจิ้งเข้ามาช่วย  ทำให้เราสามารถเพิ่มมูลค่าจากเดิมขึ้นมาได้อีกถึง 8 เท่า”

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดราชบุรีปลูกอ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 แล้วรับซื้อด้วยการประกันราคาเพื่อให้เกษตรกรมั่นใจ และยังช่วยให้วางแผนการปลูกได้ชัดเจน มีวัตถุดิบเข้าโรงงานตลอดทั้งปี ส่วนเงินทุนที่ได้จาก SME Bank นอกจากนำมาปรับปรุงเครื่องจักรการผลิตที่ใช้บรรจุชวดพาสเจอไรซ์ ยังทำให้ขยายช่องทางตลาดได้มากขึ้น จากเดิมที่ขายแต่กลุ่มลูกค้าแฟรนไชส์ ปัจจุบันทยอยนำสินค้าวางขายในโมเดิร์นเทรดต่าง ๆ อาทิ ท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต, บิ๊กซี ซูปเปอร์เซ็นเตอร์, จิฟฟี่, โกลเด้นเพลส และฟู้ดแลนด์ ซึ่งได้ผลตอบรับค่อนข้างจะดีมาก และยังมีการส่งออกไปออสเตรเลียด้วย สำหรับอนาคตกำลังขยายช่องทางไปร้านสะดวกซื้อและห้างชั้นนำอื่น ๆ หากไปได้สวยก็ตั้งเป้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอีก 3 ข้างหน้า  พอเราสามารถขายความเป็นตัวเราได้ ทำให้เมื่อก้าวที่จะไปสู่ตลาดโลก มันไปได้ง่ายขึ้น” 

 

 .    

 

 

          “อะไรที่ทำให้ขายได้มันต้องไปคู่กันทั้ง 2 อย่างคือ แพ็กเกจ เป็นตัวทำให้ลูกค้ามาซื้อผลิตภัณฑ์ของเรา แต่ตัวผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพ มันช่วยทำให้ลูกค้ามาซื้อซ้ำ”  ปภัสราภรณ์ เหรียญทอง เจ้าของกิจการ “น้ำอ้อย ไร่ไม่จน”