fbpx

“บาห์เรน” ประเทศเล็ก โอกาสใหญ่ ขุมทองใหม่เอสเอ็มอีไทยแจ้งเกิดสู่ตลาดตะวันออกกลาง

 

“บาห์เรน” ประเทศเล็กๆ ในแถบตะวันออกกลาง มีเนื้อที่ประมาณ 700 ตารางกิโลเมตร หรือพูดให้เห็นภาพ คือ ขนาดประมาณ “จังหวัดสิงห์บุรี” เท่านั้นเอง  มีประชากรแค่ประมาณ 1.5 ล้านคน  หากดูเพียงข้อมูลข้างต้น  คงไม่เย้ายวนหรือดึงดูดให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย มุ่งไปขยายตลาดยังดินแดงแห่งนี้

อย่างไรก็ตาม  ประเทศบาห์เรน มีโอกาสน่าสนใจสำหรับเอสเอ็มอีไทยซ่อนอยู่  เป็นที่มา ให้หน่วยงานพันธมิตรประกอบด้วย กระทรวงต่างประเทศ สมาคมการค้าผู้ส่งออกเอเชียและตะวันออกกลาง (AMEE) โครงการไทยมาร์ท บาห์เรน และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank จัดงานเสวนา หัวข้อ “เปิดตลาดใหม่อาหรับ กับ SME D Bank เจาะตลาดการค้าบาห์เรนรับเต็มๆ 100%” เพื่อแนะนำข้อมูลต่างๆ  ทั้งช่องทาง โอกาส อุปสรรค  ข้อดี ข้อเสีย ฯลฯ  เติมความรู้ให้เอสเอ็มอีไทย นำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่จะก้าวไปสู่ตลาดบาห์เรน

 

เผยบาห์เรนมหามิตรของไทย

 

คุณจิรัสยา พีรานนท์ ผู้อำนวยการกองตะวันออกกลาง  กรมเอเชียใต้และแอฟริกา  กระทรวงต่างประเทศ  กล่าวในงานเสวนาว่า  ประเทศบาห์เรน มีความสัมพันธ์อันเยี่ยมกับประเทศไทย  ทำให้ชาวบาห์เรนชื่นชอบชาวไทย รวมถึงสินค้าไทย  ดังนั้น ในแง่ภาพลักษณ์สินค้าไทยในสายตาชาวบาห์เรนแล้ว ถือเป็นสินค้าเกรดเอที่มีแต้มต่อได้รับความเชื่อถือ เชื่อมั่นในเรื่องคุณภาพ

 

ทั้งนี้ เมื่อเจาะในเชิงลึก ชาวบาห์เรนมีรายได้ประชาชาติ เฉลี่ยคนละ 26,852 เหรียญสหรัฐต่อปี หรือประมาณ 8 แสนบาทต่อปี จัดอยู่ในกลุ่มที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง โดยประเทศบาห์เรนมีประชากร 1.5 ล้านคน  แบ่งเป็นคนบาห์เรนท้องถิ่นแท้ๆ เพียง 50% เท่านั้น ส่วนอีกครึ่ง จะเป็นชาวต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะเป็นชาวตะวันออกกลางจากชาติต่างๆ  ที่เข้าไปอาศัย ทำงาน และท่องเที่ยวในบาห์เรน ดังนั้น สินค้าที่จะเข้าไปขายในบาห์เรน จึงสามารถทำตลาดได้ทั้งคนท้องถิ่น และชาวต่างประเทศ  

 

นอกจากนั้น บาห์เรนยังมีจุดเด่นเรื่องของภูมิศาสตร์ ตั้งอยู่ตำแหน่งใจกลางของกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง  ที่ผ่านมา บาห์เรนพยายามจะวางตัวเองเป็นศูนย์กลางภูมิภาคที่จะเป็นแหล่งกระจายสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ในแถบตะวันออกกลาง   แม้ว่าในเวลานี้บทบาทดังกล่าวจะตกเป็นของดูไบอย่างชัดเจน  ทว่า ในแง่ทำเลที่ตั้งแล้ว  บาห์เรนยังมีศักยภาพที่จะเชื่อมต่อการค้าขยายไปยังประเทศอื่นๆ ในแถบตะวันออกกลางได้ 

 

สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่สนใจจะออกไปทำตลาดบาห์เรน สิ่งสำคัญอยากให้หาพันธมิตรหุ้นส่วนการค้าเป็นคนท้องถิ่น  ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก  ซึ่งกระทรวงต่างประเทศ โดยกรมเอเชียใต้และแอฟริกา  พร้อมทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูล และช่วยเป็นที่ปรึกษาให้เสมอ

 

ชี้บาห์เรนตัวแทนมุสลิมสายกลาง

 

ด้านคุณสุพัฒน์ จิตรานุเคราะห์ อดีตเอกอัครราชทูตไทย กรุงมานามา ประเทศบาห์เรน ซึ่งเคยมีประสบการณ์อยู่ในประเทศบาห์เรน มากว่า 4 ปี ให้ข้อมูลเสริมว่า  ชาวบาห์เรนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม แต่เป็นมุสลิมสายกลาง หมายถึง ไม่ได้เคร่งครัดหลักศาสนามากนัก ทำให้โอกาสการค้าเปิดกว้างในหลายๆ กลุ่มสินค้า หรือบริการ  เช่น  แหล่งบันเทิงต่างๆ อย่างผับ หรือบาร์ สามารถเปิดบริการได้ในพื้นที่ที่ได้รับการจัดสรร  รวมถึง  สุภาพสตรีชาวบาห์เรนสามารถแต่งกายแฟชั่นได้ตามความชอบใจ เป็นต้น

 

“ผมอยากจะเปรียบบาห์เรนเป็นเหมือนสิงคโปร์แห่งตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ เหมือนกัน แต่มีความหลากหลายของคน  มีกำลังซื้อทั้งคนท้องถิ่นและชาวต่างชาติที่เข้าไปอยู่ในบาห์เรน สามารถเชื่อมต่อการค้าไปยังประเทศต่างๆ ของตะวันออกกลาง” เขาระบุ

 

 

แจงสินค้าไทยมีโอกาสดีในบาห์เรน

 

คุณอัครวุฒิ  ตั้งศิริกุศลวงศ์ นายกสมาคมการค้าผู้ส่งออกเอเชียและตะวันออกกลาง (AMEE) กล่าวว่า  บาห์เรนคือพันธมิตรที่ดีที่สุดประเทศหนึ่งในตะวันออกกลางของไทย  มีความเป็นมิตรกับชาวต่างชาติ  นอกจากนั้น  ค่าบริหารจัดการในการทำธุรกิจไม่สูงมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในแถบตะวันออกกลาง  อีกทั้ง บาห์เรนยังเป็นจุดผ่านสินค้าเข้าสู่ตลาดอื่นๆ ที่สำคัญ เช่น ซาอุดีอาระเบีย เพราะมีชายแดนติดกัน รวมถึง ด้วยคุณสมบัติที่ประเทศบาห์เรน มีเสรีที่สุดประเทศหนึ่งในตะวันออกกลาง ทำให้ชาวมุสลิมอาหรับประเทศต่างๆ นิยมมาท่องเที่ยวยังบาห์เรน เฉลี่ยกว่า 15 ล้านคนต่อปี และมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี   

 

สำหรับสินค้าที่มีโอกาสดีในตลาดบาห์เรนนั้น  คุณอัครวุฒิ ชี้ไปที่กลุ่มสินค้าอาหารแปรรูป ไม่ว่าจะเป็นผลไม้อบแห้ง ซอส เครื่องปรุง เครื่องเทศ   ขณะเดียวกัน สินค้ากลุ่มสปา เวชสำอาง บริการเพื่อสุขภาพ และแฟชั่น ก็เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมและมีโอกาสดีมากเช่นกัน  อย่างไรก็ตาม สินค้าที่จะเข้าสู่ตลาดได้ สิ่งสำคัญต้องมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะเครื่องหมาย “ฮาลาล”  คือสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทำตลาดกลุ่มชาวมุสลิม

 

คุณอัครวุฒิ เผยด้วยว่า สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่สนใจจะส่งออกสินค้าไปที่บาห์เรนนั้น  หนึ่งในช่องทาง คือ ส่งสินค้าเข้าขายผ่านโครงการ ThaiMart Bahrain (ไทยมาร์ท บาห์เรน) ซึ่งเป็น ศูนย์รวมสินค้าอาเซียนแห่งแรกในประเทศบาห์เรน ซึ่งจัดจำหน่ายสินค้าไทยเป็นหลัก เนื้อที่ของโครงการประมาณ 6,700 ตารางเมตร มีประมาณ 200 ร้านค้า  ตั้งอยู่ในทำเลย่านการค้าสำคัญ และติดกับห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของบาห์เรน  มีค่าเฉลี่ยผู้คนเข้ามาซื้อหากว่า 7 ล้านคนต่อปี  

 

SME  D Bank เดินหน้าติดปีกเอสเอ็มอีไทยโกอินเตอร์

 

คุณนารถนารี รัฐปัตย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า ในฐานะสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา  ธพว.มุ่งสร้างโอกาส เติมเติบศักยภาพธุรกิจให้แก่ลูกค้าธนาคาร รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วไป  โดยได้จัดตั้งหน่วย “พัฒนาผู้ประกอบการ” ทำหน้าที่ให้คำแนะนำผู้ประกอบการเพื่อจะขยายตลาด ส่งเสริมไปสู่ต่างประเทศ เช่น พัฒนาบรรจุภัณฑ์  สร้างมาตรฐาน ทำแผนธุรกิจ พาออกงานแสดงสินค้าต่างแดน เป็นต้น ซึ่งการจัดกิจกรรมเสวนา หัวข้อ “เปิดตลาดใหม่อาหรับ กับ SME D Bank เจาะตลาดการค้าบาห์เรนรับเต็มๆ 100%” ในครั้งนี้  นับเป็นหนึ่งในกิจกรรม เพื่อเติมความรู้ให้เอสเอ็มอี พร้อมปรับตัวขยายตลาดสู่ต่างแดน

 

 

“ในสภาพเศรษฐกิจ และการแข่งขันทางธุรกิจทุกวันนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มักได้ยินกูรูให้คำแนะนำว่า ให้เร่ง “ปรับตัว” ซึ่งตัวผู้ประกอบการเอง มักจะมีคำถามกลับว่า “จะปรับตัวอย่างไร?” แต่วันนี้ที่ทุกท่านสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเสวนา ถือว่า ท่านได้เริ่มปรับตัวแล้ว เพื่อมาหาความรู้ และหาโอกาสที่จะขยายตลาด  ซึ่ง ธพว.ในฐานะสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา พร้อมจะสนับสนุนทุกท่านอยู่เสมอ” คุณนารถนารี ระบุ

 

และสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเงินทุนเพื่อต่อยอดธุรกิจ  ธนาคารมีสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษไว้รองรับ เช่น  สินเชื่อเสริมแกร่ง SMEs  สนับสนุนธุรกิจผลิต บริการ ค้าส่ง ค้าปลีก New/Startup ธุรกิจที่มี นวัตกรรมเทคโนโลยี   , สินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน  คิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ  บุคคลธรรมดา ใน 3 ปีแรก คิดอัตราดอกเบี้ย 0.417% ต่อเดือน หรือประมาณ 5% ต่อปี  และ  “นิติบุคคล”  คิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ  ใน 3 ปีแรก  เหลือเพียง 0.25% ต่อเดือน หรือ 3%ต่อปี      และสินเชื่อ Smart SME ระยะเวลาผ่อนนานสูงสุดถึง 10 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ปีที่ 1 MLR -1 ต่อปี , ปีที่2 MLR -0.75 ต่อปี , ปีที่3 MLR -0.5 ต่อปี และปีที่ 4-10 MLR ต่อปี  หรือเฉลี่ยเพียง 0.55% ต่อเดือน    แถมเปิดโอกาสรีไฟแนนซ์ช่วยลดต้นทุนธุรกิจ เป็นต้น

Skip to content