fbpx

ผลสำรวจชี้ธุรกิจรายจิ๋วติดหล่มขาดหลักทรัพย์-ไร้บัญชี ฉุดเข้าไม่ถึงสินเชื่อ ธพว.ชูแพลตฟอร์ม SME D Bank แก้โจทย์บริการครบเครื่องดันถึงแหล่งทุน

ม.หอการค้าไทย เผยผลสำรวจธุรกิจขนาดเล็กต้องการสินเชื่อในระบบ แต่โอกาสเข้าถึงกลับน้อยกว่าขนาดกลาง เหตุติดกับดักขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่มีความรู้บัญชี ด้าน ธพว.พร้อมใช้แพลตฟอร์ม  SME D Bank   แก้โจทย์ ทำงานเชิงรุกบริการถึงถิ่น พิจารณาจากข้อมูลเชิงประจักษ์ คู่เติมความรู้ดันถึงแหล่งทุน

 

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย   รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย  และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  เผยการสำรวจหัวข้อ “การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEsไทย” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,200 ราย  ดำเนินธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา 45.66% นิติบุคคล 14.53% อื่นๆ 20.31% และธุรกิจที่ไม่ได้จดทะเบียน 19.49% พบว่า  ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา มีความต้องการขอสินเชื่อ เพื่อเสริมสภาพคล่อง 56.23% โดยยื่นขอจากธนาคารพาณิชย์ 41.21% ธนาคารของรัฐ 30.80%  และเพื่อลงทุนหรือขยายกิจการ 61.4%  โดยยื่นขอจากธนาคารพาณิชย์ 40.94% ธนาคารของรัฐ 30.19%

 

เมื่อถามทัศนะต่อการขอสินเชื่อเมื่อใดนั้น กลุ่มตัวอย่าง ระบุว่า เมื่อต้องการเสริมสภาพคล่องธุรกิจ 54.75% ขยายธุรกิจ 46.66% ชำระหนี้เก่า 32.37% เป็นต้น และหากแยกตามขนาดธุรกิจพบว่า ขนาดเล็กต้องการกู้เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง 55.5%  ขยายธุรกิจ 46.3% ชำระหนี้เก่า 31.7% เป็นต้น  สูงกว่าธุรกิจขนาดกลางที่ต้องการกู้เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง 45.3%  ขยายธุรกิจ 51.2% ชำระหนี้เก่า 40.7% เป็นต้น

 

กลุ่มตัวอย่างระบุด้วยว่า เมื่อจะกู้เงิน มักจะนึกถึงหน่วยงานธนาคารของเอกชน 28.78% ธนาคารของรัฐ 23.48% หากแยกเป็นขนาดธุรกิจ กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กบอกว่า นึกถึงธนาคารของเอกชน 28.6% ธนาคารของรัฐ 23.4% ส่วนขนาดกลาง นึกถึงธนาคารของเอกชน 30.7% ธนาคารของรัฐ 23.9%

สำหรับการสำรวจในหัวข้อ “ความต้องการสินเชื่อและการเข้าถึงสินเชื่อ” นั้น กลุ่มตัวอย่าง 24.61% บอกว่าเคยยื่น  ส่วน 75.39% บอกว่าไม่เคยยื่น เนื่องจากส่วนใหญ่ถึง 44.11% คิดว่า ยังไงก็ไม่ได้อยู่แล้ว  ส่วนสาเหตุที่สถาบันการเงินในระบบไม่อนุมัติสินเชื่อให้นั้น กลุ่มตัวอย่างบอกเหตุผลหลัก เกิดจากหลักทรัพย์ที่ค้ำมีมูลค่าน้อย หรือไม่มีหลักทรัพย์ค้ำเลย  ไม่มีประวัติการชำระเงิน  และไม่มีการทำบัญชี เป็นต้น

 

กรณีรัฐบาลมีนโยบายในการสนับสนุนSMEs พบว่า ธุรกิจขนาดกลางจะมีโอกาสเข้าถึงอย่างมาก 28.2% ส่วนธุรกิจขนาดเล็ก อยู่ที่ 16.9%  ส่วนทัศนะต่อความสามารถในการเข้าถึงนโยบายและมาตรการของภาครัฐในการปล่อยสินเชื่อนั้น กลุ่มระบุว่า “มาก” จำนวน 29.35%   ส่วนที่ระบุว่า “ปานกลาง  น้อย และไม่มีโอกาสเลย” รวมกันถึง 70.64% สาเหตุ คือ ไม่รู้เงื่อนไข 42.14%  คิดว่าเป็นธุรกิจขนาดเล็กไม่น่าจะผ่าน 28.05% ไม่มีความเคลื่อนไหวของเงินในบัญชี 25.35% ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 19.13% ไม่มีคนค้ำประกัน 16.67% ไม่ทราบว่าจะติดต่อที่ใด 10.92% และไม่มีความรู้ในการทำบัญชี 3.64%

 

ส่วนมาตรการหรือความช่วยเหลือจากภาครัฐที่ต้องการได้รับนั้น ได้แก่ ลดขั้นตอนการทำเอกสารที่มีจำนวนค่อนข้างมาก อนุมัติให้เร็วขึ้นและง่ายขึ้น ลดค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขข้อจำกัดต่างๆ มีหน่วยงานที่ให้ข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าใจ รวมถึง ลดอัตราดอกเบี้ยในการกู้  ในขณะที่ข้อเสนอที่ต้องการได้รับจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Development Bank หรือ ธพว.)  ได้แก่ อนุมัติสินเชื่อวงเงินสูง ลดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม และลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ

 

รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวเพิ่มเติม ว่า ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนถึงสถานการณ์ธุรกิจของ SMEs โดยเฉพาะการทำบัญชีเดียวซึ่งมีผลต่อการขอสินเชื่อในอนาคตนั้น พบว่า SMEsขนาดเล็ก ไม่มีการทำบัญชีเลยถึง 10.95% ขณะที่ SMEs ที่ไม่ใช่นิติบุคคล ไม่ได้ทำบัญชีถึง 12.10% โดยสาเหตุที่ไม่ทำบัญชีเนื่องจาก “ลืม ไม่มีเวลาทำบัญชี มองว่าไม่ได้เอาไปใช้อะไร เสียเวลาจัดทำ ไม่รู้ว่าทำบัญชีอย่างไร และเอกสารไม่ครบถ้วน” ซึ่งในปี 2562 กระบวนการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs จำเป็นต้องใช้บัญชีชุดเดียวประกอบการพิจารณาสินเชื่อและสามารถดูย้อนหลัง 3 ปีเป็นอย่างน้อย ซึ่งกรณีหากเป็นการขอสินเชื่อใหม่ ผู้ประกอบการ SMEs 63.09% พร้อมที่จะจัดทำ โดยมองว่ามีผลต่อการอนุมัติสินเชื่อได้รวดเร็ว มีประโยชน์ต่อธุรกิจทั้งปัจจุบันและในอนาคต ซึ่งมาตรการและความช่วยเหลือจากภาครัฐที่ SMEs ต้องการ คือ 1 การให้ความรู้/สอนทำบัญชีเดียว 2.ลดขั้นตอนการทำบัญชีให้สะดวกมากขึ้น และ 3. บริการจัดทำบัญชีเดียวให้โดยไม่ต้องจ้างเอกชน

 

นายมงคล  ลีลาธรรม   กรรมการผู้จัดการ  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Development Bank หรือ ธพว.)  กล่าวว่า จากผลสำรวจดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการSMEsขนาดเล็ก  ที่มีจำนวนกว่า 3 ล้านราย โอกาสเข้าถึงสินเชื่อยากกว่าขนาดกลาง รวมถึง ยังมีความต้องการให้การเข้าถึงสินเชื่อสะดวกยิ่งขึ้น และธนาคารของรัฐ  จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน เพื่อให้ผู้ประกอบการSMEs นึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อต้องการกู้เงิน ดังนั้น ธพว.ได้ยกระดับการทำงานเชิงรุก เป็นฝ่ายเดินเข้าไปอำนวยสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการเสียเอง ผ่านแพลตฟอร์ม SME D Bank  แอปพลิเคชันบริการครบวงจรเพื่อเอสเอ็มอีไทย  ทำงานควบคู่กับหน่วยบริการเคลื่อนที่ “รถม้าเติมทุน ส่งเสริม SMEsไทย ฉับไว ไปถึงถิ่น”

 

โดยกระบวนการ หลังจากโหลดแอปพลิเคชั่น SME D Bank  แล้ว ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ทุกที่ทุกเวลา ภายใต้รหัส 24×7 หมายถึง ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน  โดยข้อมูลการยื่นกู้จะส่งไปยังฐานข้อมูล  จากนั้น เจ้าหน้าที่ธนาคาร ซึ่งเตรียมพร้อมทำงาน ภายใต้รหัส 8-8-7 (ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม   ตลอด  7 วัน)  จะติดต่อกลับภายใน 3 วัน  เพื่อนัดหมายให้หน่วยรถม้าเติมทุนฯ  วิ่งเข้าไปพบ เพื่อดูข้อมูลเชิงประจักษ์การดำเนินธุรกิจจริง สามารถพิจารณาสินเชื่อได้โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ผู้ประกอบการรู้ผลได้ใน 7 วัน ด้วยวิธีการดังกล่าว จึงตอบโจทย์ให้ผู้ประกอบการรายย่อย ลดขั้นตอนการขอสินเชื่อ ช่วยให้เข้าถึงแหล่งทุนได้สะดวกสบาย และมากยิ่งขึ้น  ขจัดข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่ไปอย่างหมดสิ้น

 

อีกทั้ง ในแพลตฟอร์ม SME D Bank  ยังมีเครื่องมือเสริมแกร่งธุรกิจ (Tools Box)  รวบรวมแอปพลิเคชัน และซอฟต์แวร์กว่า 140 รายการ และคลังข้อมูลความรู้สำหรับเอสเอ็มอี (e-Library) นับพันรายการ ช่วยยกระดับความสามารถแก่เอสเอ็มอี โดยเฉพาะด้านการบัญชี  ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการเพิ่มพูนความรู้  เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน และพร้อมรับการต้องทำบัญชีเดียวในอนาคตอันใกล้  นับตั้งแต่เปิดตัวแพลตฟอร์ม SME D Bank เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง มียอดดาวน์โหลดแล้วมากกว่า 35,000 ดาวน์โหลด

 

นอกจากนั้น ธพว. ได้จัดกิจกรรมเสวนาฟรี “ยกระดับปรับเปลี่ยน… ก่อนกู้แบงก์” โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน     เพื่อให้ความรู้ และผลักดันผู้ประกอบการรายเล็กเข้าสู่ระบบบัญชีเดียว เปิดโอกาสถึงแหล่งทุน  โดยเริ่มจัดครั้งแรกที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา และจะเดินสายจัดในพื้นที่อื่นๆ ต่อไปทั่วประเทศ เช่น วันที่ 3 ตุลาคม 2561 ณ  ห้องสัมมนาเริงภิรมย์ อาคารนาวีภิรมย์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และวันที่ 8 ตุลาคม 2561 ณ  co-working space ชั้น 1 อาคาร SME Bank Tower (ติดสถานีรถไฟฟ้าอารีย์) กรุงเทพฯ เป็นต้น

SMEDnews

Skip to content